การผิดสัญญาหมั้นเรียกค่าทดแทนได้ หากเป็นการหมั้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมายและอีกฝ่ายเป็นฝ่าย
ผิดสัญญาหมั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 โดยอาจเรียกค่าทดแทนจากความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียง ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสที่จ่ายไปโดยสุจริตและตามสมควร หรือความเสียหายเกี่ยวกับอาชีพและทางทำมาหาได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การเลิกรากันหรือยกเลิกงานแต่งงานไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการผิดสัญญาหมั้นทุกกรณี ต้องพิจารณาว่ามีการหมั้นที่สมบูรณ์หรือไม่ คู่กรณีมีเจตนาจะสมรสกันจริงหรือไม่ ฝ่ายใดเป็นผู้ผิดสัญญา และมีความเสียหายอะไรที่พิสูจน์ได้บ้าง อีกประเด็นที่ต้องระวัง คือ สิทธิเรียกร้องหลายประเภทมีอายุความเพียง 6 เดือน หากปล่อยเวลาผ่านไปอาจเสียสิทธิเรียกร้องได้
บทความนี้อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขโดยกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 โดยใช้คำว่า “ผู้หมั้น” และ “ผู้รับหมั้น” ตามตัวบทปัจจุบัน ส่วนคำพิพากษาที่เกิดขึ้นก่อนการแก้ไขกฎหมายอาจใช้คำว่า “ฝ่ายชาย” และ “ฝ่ายหญิง” ตามข้อเท็จจริงและถ้อยคำในคดีนั้น
1. การหมั้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมายต้องมีอะไรบ้าง ?1.1 อายุของคู่หมั้น ตามมาตรา 1435 : บุคคลทั้งสองฝ่ายต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ การหมั้นที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องอายุเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1435
1.2 ความยินยอมของผู้เยาว์ ตามมาตรา 1436 : แม้บุคคลจะมีอายุครบ 18 ปีแล้ว แต่หากยังไม่บรรลุนิติภาวะก็อาจยังเป็นผู้เยาว์ได้ โดยทั่วไปบุคคลจะบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่ทำให้บรรลุนิติภาวะก่อนนั้น. ผู้เยาว์ที่ทำการหมั้นต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลที่กฎหมายกำหนด เช่น บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครอง แล้วแต่กรณี หากทำการหมั้นโดยปราศจากความยินยอมที่กฎหมายกำหนด การหมั้นเป็นโมฆียะตามมาตรา 1436
1.3 ต้องมีการส่งมอบหรือโอนของหมั้น ตามมาตรา 1437 : การหมั้นสมบูรณ์เมื่อผู้หมั้นส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่ผู้รับหมั้น เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน เมื่อการหมั้นสมบูรณ์แล้ว ของหมั้นตกเป็นสิทธิของผู้รับหมั้นตามกฎหมาย. การเพียงตกลงว่าจะให้ของหมั้นในอนาคต โดยยังไม่มีการส่งมอบหรือโอนทรัพย์สิน อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้การหมั้นสมบูรณ์ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและลักษณะของทรัพย์สินแต่ละกรณี กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องจัดพิธีหมั้นตามประเพณีจึงจะสมบูรณ์
1.4 ต้องมีเจตนาที่จะสมรสกันจริง : การจัดพิธีหมั้นหรือพิธีแต่งงานตามประเพณีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายว่าด้วยการหมั้นโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาด้วยว่าคู่กรณีมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมายหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549 คดีนี้มีการทำพิธีหมั้นตามประเพณีโดยไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการจะถือว่าผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ ต้องพิจารณาเจตนาที่จะสมรสโดยจดทะเบียนก่อน ทรัพย์สินที่มอบให้กันในพิธีจึงไม่ใช่ของหมั้นตามกฎหมาย และไม่อาจเรียกคืนโดยอาศัยฐานผิดสัญญาหมั้นได้ตามข้อเท็จจริงของคดี
ในทางกลับกัน เจตนาที่จะสมรสอาจพิจารณาจากพฤติการณ์หลายอย่างประกอบกัน ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารฉบับเดียวที่ระบุเจตนาไว้อย่างชัดแจ้งเสมอไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2543 พฤติการณ์ที่จำเลยมอบแหวนให้โจทก์ จองสถานที่จัดงานสมรส พิมพ์บัตรเชิญ และติดต่อผู้ใหญ่ให้มาเป็นเจ้าภาพ แสดงถึงเจตนาที่จะสมรสกัน ศาลถือว่าการมอบแหวนดังกล่าวเป็นการหมั้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ไม่ได้จัดพิธีหมั้นตามประเพณีหรือมีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาเป็นพยานก็ตาม ต่อมาเมื่อจำเลยไปสมรสกับบุคคลอื่น จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น
2. ของหมั้นกับสินสอดต่างกันอย่างไร ?ของหมั้น คือ ทรัพย์สินที่ผู้หมั้นส่งมอบหรือโอนให้ผู้รับหมั้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน
สินสอด คือ ทรัพย์สินที่ผู้หมั้นให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายผู้รับหมั้น เพื่อตอบแทนการที่ผู้รับหมั้นยอมสมรส ตามมาตรา 1437
ข้อแตกต่างสำคัญมีดังนี้ของหมั้น ให้แก่ ผู้รับหมั้น = ของหมั้นต้องมีการส่งมอบหรือโอนตามหลักกฎหมายเพื่อให้การหมั้นสมบูรณ์
ส่วนสินสอด ให้แก่ บุคคลที่กฎหมายระบุในฝ่ายผู้รับหมั้น = สินสอดไม่จำเป็นต้องส่งมอบในวันทำพิธีหมั้นเสมอไป
การเรียกคืนของหมั้นขึ้นอยู่กับเหตุแห่งการผิดสัญญาหมั้นหรือการบอกเลิกสัญญาหมั้น ส่วนการเรียกคืนสินสอดต้องพิจารณาหลักเฉพาะตามมาตรา 1437 ประกอบข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2518 : สินสอดที่ยังไม่ได้ชำระ
คดีนี้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสินสอดจำนวน 8,000 บาท โดย บิดาของฝ่ายชายเป็นผู้ไม่มีเงินชำระสินสอดในวันแต่งงาน จึงมีการทำสัญญากู้ไว้แทน และมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยกสินสอดให้แก่บุตรสาว ต่อมาคู่สมรสอยู่กินกันภายหลังพิธีแต่งงานตามประเพณีประมาณ 3 เดือนแล้วเลิกรากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าไม่อาจกล่าวโทษฝ่ายหญิงแต่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายชายจึงเรียกสินสอดคืนไม่ได้ ส่วนหนี้ตามสัญญากู้มีมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายและต้องชำระตามคำพิพากษา
ศาลยังชี้ว่าสินสอดให้กันภายหลังการสมรสได้ ต่างจากของหมั้นที่ต้องส่งมอบกันในเวลาทำสัญญาหมั้นก่อนสมรสเพื่อให้การหมั้นสมบูรณ์ตามมาตรา 1437 ทั้งนี้ เป็นคำพิพากษาเก่า และการนำหลักดังกล่าวไปใช้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละคดีประกอบด้วย
3. เมื่อผิดสัญญาหมั้น ต้องคืนของหมั้นหรือไม่ ?ต้องพิจารณาว่าใครเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น หรือมีเหตุบอกเลิกสัญญาหมั้นตามกฎหมายหรือไม่
ผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น : ตามมาตรา 1439 ต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น และอาจต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน
ผู้หมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น : ผู้รับหมั้นอาจเรียกค่าทดแทนได้ และโดยหลักไม่ต้องคืนของหมั้น ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มีเหตุสำคัญเกิดแก่ผู้รับหมั้น : ผู้หมั้นอาจบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ตาม มาตรา 1442 โดยผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้น
มีเหตุสำคัญเกิดแก่ผู้หมั้น : ผู้รับหมั้นอาจบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ตาม มาตรา 1443 โดยไม่ต้องคืนของหมั้น
มีการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงภายหลังการหมั้น : หากเข้าเงื่อนไข มาตรา 1444 ผู้กระทำอาจต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนเสมือนเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น
การจะถือว่าเหตุใดเป็นเหตุสำคัญหรือเป็นการกระทำชั่วอย่างร้ายแรง ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
กรณีคู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตก่อนสมรส ตามมาตรา 1441 หากคู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรส อีกฝ่ายไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทน และไม่ว่าผู้หมั้นหรือผู้รับหมั้นตาย ผู้รับหมั้นหรือฝ่ายผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดให้แก่ผู้หมั้น
ข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับเมื่อผิดสัญญาหมั้น มาตรา 1438 กำหนดว่าการหมั้นไม่เป็นเหตุให้ร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ และหากตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าผิดสัญญาหมั้นแล้วต้องจ่ายเบี้ยปรับ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ การเรียกค่าทดแทนต้องพิจารณาตามบทบัญญัติกฎหมาย ไม่ใช่ถือจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าเป็นค่าทดแทนที่เรียกได้โดยอัตโนมัติ