แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - jetsaridlawyer

หน้า: [1]
1
การผิดสัญญาหมั้น

เรียกค่าทดแทนได้ หากเป็นการหมั้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมายและอีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 โดยอาจเรียกค่าทดแทนจากความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียง ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสที่จ่ายไปโดยสุจริตและตามสมควร หรือความเสียหายเกี่ยวกับอาชีพและทางทำมาหาได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การเลิกรากันหรือยกเลิกงานแต่งงานไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการผิดสัญญาหมั้นทุกกรณี ต้องพิจารณาว่ามีการหมั้นที่สมบูรณ์หรือไม่ คู่กรณีมีเจตนาจะสมรสกันจริงหรือไม่ ฝ่ายใดเป็นผู้ผิดสัญญา และมีความเสียหายอะไรที่พิสูจน์ได้บ้าง อีกประเด็นที่ต้องระวัง คือ สิทธิเรียกร้องหลายประเภทมีอายุความเพียง 6 เดือน หากปล่อยเวลาผ่านไปอาจเสียสิทธิเรียกร้องได้

อ้างถึง
บทความนี้อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขโดยกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 โดยใช้คำว่า “ผู้หมั้น” และ “ผู้รับหมั้น” ตามตัวบทปัจจุบัน ส่วนคำพิพากษาที่เกิดขึ้นก่อนการแก้ไขกฎหมายอาจใช้คำว่า “ฝ่ายชาย” และ “ฝ่ายหญิง” ตามข้อเท็จจริงและถ้อยคำในคดีนั้น

1. การหมั้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมายต้องมีอะไรบ้าง ?
1.1 อายุของคู่หมั้น ตามมาตรา 1435 : บุคคลทั้งสองฝ่ายต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ การหมั้นที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องอายุเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1435
1.2 ความยินยอมของผู้เยาว์ ตามมาตรา 1436 : แม้บุคคลจะมีอายุครบ 18 ปีแล้ว แต่หากยังไม่บรรลุนิติภาวะก็อาจยังเป็นผู้เยาว์ได้ โดยทั่วไปบุคคลจะบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่ทำให้บรรลุนิติภาวะก่อนนั้น. ผู้เยาว์ที่ทำการหมั้นต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลที่กฎหมายกำหนด เช่น บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครอง แล้วแต่กรณี หากทำการหมั้นโดยปราศจากความยินยอมที่กฎหมายกำหนด การหมั้นเป็นโมฆียะตามมาตรา 1436
1.3 ต้องมีการส่งมอบหรือโอนของหมั้น ตามมาตรา 1437 : การหมั้นสมบูรณ์เมื่อผู้หมั้นส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่ผู้รับหมั้น เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน เมื่อการหมั้นสมบูรณ์แล้ว ของหมั้นตกเป็นสิทธิของผู้รับหมั้นตามกฎหมาย. การเพียงตกลงว่าจะให้ของหมั้นในอนาคต โดยยังไม่มีการส่งมอบหรือโอนทรัพย์สิน อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้การหมั้นสมบูรณ์ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและลักษณะของทรัพย์สินแต่ละกรณี กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องจัดพิธีหมั้นตามประเพณีจึงจะสมบูรณ์
1.4 ต้องมีเจตนาที่จะสมรสกันจริง : การจัดพิธีหมั้นหรือพิธีแต่งงานตามประเพณีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายว่าด้วยการหมั้นโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาด้วยว่าคู่กรณีมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมายหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549 คดีนี้มีการทำพิธีหมั้นตามประเพณีโดยไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการจะถือว่าผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ ต้องพิจารณาเจตนาที่จะสมรสโดยจดทะเบียนก่อน ทรัพย์สินที่มอบให้กันในพิธีจึงไม่ใช่ของหมั้นตามกฎหมาย และไม่อาจเรียกคืนโดยอาศัยฐานผิดสัญญาหมั้นได้ตามข้อเท็จจริงของคดี 

ในทางกลับกัน เจตนาที่จะสมรสอาจพิจารณาจากพฤติการณ์หลายอย่างประกอบกัน ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารฉบับเดียวที่ระบุเจตนาไว้อย่างชัดแจ้งเสมอไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2543 พฤติการณ์ที่จำเลยมอบแหวนให้โจทก์ จองสถานที่จัดงานสมรส พิมพ์บัตรเชิญ และติดต่อผู้ใหญ่ให้มาเป็นเจ้าภาพ แสดงถึงเจตนาที่จะสมรสกัน ศาลถือว่าการมอบแหวนดังกล่าวเป็นการหมั้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ไม่ได้จัดพิธีหมั้นตามประเพณีหรือมีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาเป็นพยานก็ตาม ต่อมาเมื่อจำเลยไปสมรสกับบุคคลอื่น จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น

2. ของหมั้นกับสินสอดต่างกันอย่างไร ?
ของหมั้น คือ ทรัพย์สินที่ผู้หมั้นส่งมอบหรือโอนให้ผู้รับหมั้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน
สินสอด คือ ทรัพย์สินที่ผู้หมั้นให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายผู้รับหมั้น เพื่อตอบแทนการที่ผู้รับหมั้นยอมสมรส ตามมาตรา 1437

ข้อแตกต่างสำคัญมีดังนี้
ของหมั้น ให้แก่ ผู้รับหมั้น = ของหมั้นต้องมีการส่งมอบหรือโอนตามหลักกฎหมายเพื่อให้การหมั้นสมบูรณ์
ส่วนสินสอด ให้แก่ บุคคลที่กฎหมายระบุในฝ่ายผู้รับหมั้น = สินสอดไม่จำเป็นต้องส่งมอบในวันทำพิธีหมั้นเสมอไป
การเรียกคืนของหมั้นขึ้นอยู่กับเหตุแห่งการผิดสัญญาหมั้นหรือการบอกเลิกสัญญาหมั้น ส่วนการเรียกคืนสินสอดต้องพิจารณาหลักเฉพาะตามมาตรา 1437 ประกอบข้อเท็จจริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2518 : สินสอดที่ยังไม่ได้ชำระ
คดีนี้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสินสอดจำนวน 8,000 บาท โดย บิดาของฝ่ายชายเป็นผู้ไม่มีเงินชำระสินสอดในวันแต่งงาน จึงมีการทำสัญญากู้ไว้แทน และมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยกสินสอดให้แก่บุตรสาว ต่อมาคู่สมรสอยู่กินกันภายหลังพิธีแต่งงานตามประเพณีประมาณ 3 เดือนแล้วเลิกรากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส

ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าไม่อาจกล่าวโทษฝ่ายหญิงแต่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายชายจึงเรียกสินสอดคืนไม่ได้ ส่วนหนี้ตามสัญญากู้มีมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายและต้องชำระตามคำพิพากษา

ศาลยังชี้ว่าสินสอดให้กันภายหลังการสมรสได้ ต่างจากของหมั้นที่ต้องส่งมอบกันในเวลาทำสัญญาหมั้นก่อนสมรสเพื่อให้การหมั้นสมบูรณ์ตามมาตรา 1437 ทั้งนี้ เป็นคำพิพากษาเก่า และการนำหลักดังกล่าวไปใช้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละคดีประกอบด้วย

3. เมื่อผิดสัญญาหมั้น ต้องคืนของหมั้นหรือไม่ ?
ต้องพิจารณาว่าใครเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น หรือมีเหตุบอกเลิกสัญญาหมั้นตามกฎหมายหรือไม่

ผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น : ตามมาตรา 1439 ต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น และอาจต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน

ผู้หมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น : ผู้รับหมั้นอาจเรียกค่าทดแทนได้ และโดยหลักไม่ต้องคืนของหมั้น ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มีเหตุสำคัญเกิดแก่ผู้รับหมั้น : ผู้หมั้นอาจบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ตาม มาตรา 1442 โดยผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้น

มีเหตุสำคัญเกิดแก่ผู้หมั้น : ผู้รับหมั้นอาจบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ตาม มาตรา 1443 โดยไม่ต้องคืนของหมั้น

มีการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงภายหลังการหมั้น : หากเข้าเงื่อนไข มาตรา 1444 ผู้กระทำอาจต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนเสมือนเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น
การจะถือว่าเหตุใดเป็นเหตุสำคัญหรือเป็นการกระทำชั่วอย่างร้ายแรง ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

กรณีคู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตก่อนสมรส ตามมาตรา 1441 หากคู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรส อีกฝ่ายไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทน และไม่ว่าผู้หมั้นหรือผู้รับหมั้นตาย ผู้รับหมั้นหรือฝ่ายผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดให้แก่ผู้หมั้น

ข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับเมื่อผิดสัญญาหมั้น มาตรา 1438 กำหนดว่าการหมั้นไม่เป็นเหตุให้ร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ และหากตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าผิดสัญญาหมั้นแล้วต้องจ่ายเบี้ยปรับ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ การเรียกค่าทดแทนต้องพิจารณาตามบทบัญญัติกฎหมาย ไม่ใช่ถือจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าเป็นค่าทดแทนที่เรียกได้โดยอัตโนมัติ

ผู้เขียน: เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ ทนายความ
สำนักงาน: สำนักงานทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์
เว็บไซต์: https://www.jetsaridlawyer.com


2
การครอบครองปรปักษ์ ! (การแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน)

การแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือ สิทธิครอบครองที่ดิน
ที่ดินถูกคนอื่นเข้ามาครอบครอง จะเสียที่ดินหรือไม่ ?
ต้องฟ้องภายในกี่ปี ?



ปัญหาที่ดินที่เจ้าของไม่ได้เข้าไปดูแลเป็นเวลานาน หรือมีบุคคลอื่นเข้ามาปลูกบ้าน ทำรั้ว ทำการเกษตร หรือใช้ประโยชน์ในที่ดิน อาจนำไปสู่ข้อพิพาทสำคัญว่า “ใครมีกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวกันแน่ ?” หลายคนเข้าใจว่า หากมีคนอื่นเข้ามาอยู่ในที่ดินของตนเองเป็นเวลานาน ก็สามารถ “แย่งที่ดิน” ไปได้ทั้งหมด แต่ในทางกฎหมาย ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป สิ่งสำคัญ คือ ต้องตรวจสอบก่อนว่า ที่ดินแปลงนั้นมีโฉนดหรือเป็นที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครอง เพราะกฎหมายที่นำมาใช้และระยะเวลาที่เกี่ยวข้องแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ในภาพรวมสามารถแยกพิจารณาได้เป็น 2 กรณีสำคัญ คือ
ที่ดินมีโฉนด — ประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ ตามมาตรา 1382
ที่ดินที่ผู้ครอบครองมีเพียงสิทธิครอบครอง — ประเด็นเรื่องการได้และการแย่งการครอบครอง ตามมาตรา 1367 และมาตรา 1375

ที่ดินถูกคนอื่นครอบครอง ต้องฟ้องภายในกี่ปี ?
หากเป็นกรณี ที่ดินที่ผู้ครอบครองมีเพียงสิทธิครอบครอง และถูกบุคคลอื่นแย่งการครอบครองโดยมิชอบ ผู้ถูกแย่งการครอบครองต้องระมัดระวัง กำหนด 1 ปีตามมาตรา 1375 โดยต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง

ส่วนกรณี ที่ดินมีโฉนด ประเด็นสำคัญอาจเกี่ยวข้องกับการครอบครองปรปักษ์ ตามมาตรา 1382 ซึ่งต้องพิจารณาว่าผู้ครอบครองได้ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันครบ 10 ปีหรือไม่

ดังนั้น จึงไม่ควรนำ “1 ปี” และ “10 ปี” มาใช้แทนกัน

ที่ดินมีโฉนด → พิจารณาเรื่องกรรมสิทธิ์และการครอบครองปรปักษ์ มาตรา 1382
ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครอง → พิจารณาเรื่องการได้และการแย่งการครอบครอง มาตรา 1367 และ 1375
ก่อนจะคำนวณว่า “ต้องฟ้องภายในกี่ปี” จึงต้องตรวจสอบสถานะของที่ดินและลักษณะสิทธิของคู่กรณีก่อน

1. ที่ดินมีโฉนด : การครอบครองปรปักษ์ ตามมาตรา 1382
กรณีที่ดินมี โฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ หากบุคคลอื่นเข้ามาครอบครองที่ดินของเจ้าของโดยมีพฤติการณ์ตามที่กฎหมายกำหนด อาจเกิดปัญหาเรื่อง “การครอบครองปรปักษ์” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 วางหลักว่า บุคคลที่ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น โดยสงบ โดยเปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ หากเป็นอสังหาริมทรัพย์และครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ก็อาจได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์  กรมที่ดินก็อธิบายหลักการจดทะเบียนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามมาตรา 1382 ในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์และมีโฉนด  ดังนั้น การที่บุคคลหนึ่งเข้ามาใช้ที่ดินของผู้อื่น ไม่ได้หมายความว่าจะได้กรรมสิทธิ์ทันที แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบของมาตรา 1382 ให้ครบถ้วน

องค์ประกอบสำคัญของการครอบครองปรปักษ์
1. ต้องเป็นทรัพย์สินของผู้อื่น
ผู้ครอบครองต้องครอบครองทรัพย์สินที่มีเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่แล้ว สำหรับกรณีที่ดิน การครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 จึงเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่อง กรรมสิทธิ์ในที่ดิน และการครอบครองที่ดินของบุคคลอื่น จึงต้องตรวจสอบก่อนว่า ผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็น “เจ้าของ” มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจริงหรือไม่ และผู้ที่เข้าครอบครองเข้ามาในพื้นที่ส่วนใด

2. ต้องครอบครองโดยสงบ
การครอบครองต้องมีลักษณะที่ผู้ครอบครองสามารถครอบครองต่อไปได้โดยไม่ได้ถูกกำจัดหรือขับไล่ออกจากที่ดิน อย่างไรก็ตาม คำว่า “โดยสงบ” ไม่ควรเข้าใจเพียงว่าไม่มีการทะเลาะวิวาท หรือเมื่อเจ้าของคัดค้านแล้วการครอบครองจะหมดความสงบลงทันที ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงว่า การครอบครองของผู้ครอบครองถูกกำจัดหรือถูกขัดขวางจนไม่สามารถครอบครองต่อไปได้หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3864/2554 วางหลักในประเด็นสำคัญว่า การที่เจ้าของโต้แย้งหรือคัดค้านสิทธิของผู้ครอบครองเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าการครอบครองจะสิ้นความสงบลงทันที หากผู้ครอบครองยังคงครอบครองที่ดินต่อไปและไม่ได้ถูกกำจัดออกจากที่ดิน
ดังนั้น เจ้าของที่ดินจึงไม่ควรเข้าใจว่า เพียงส่งหนังสือคัดค้านหรือแสดงว่าตนเป็นเจ้าของแล้ว จะทำให้ระยะเวลาครอบครองปรปักษ์หยุดลงโดยอัตโนมัติ

3. ต้องครอบครองโดยเปิดเผย
ผู้ครอบครองต้องแสดงการครอบครองให้ปรากฏ มิใช่แอบเข้าไปใช้ประโยชน์โดยลักษณะที่ไม่เปิดเผย
ตัวอย่างพฤติการณ์ เช่น ปลูกบ้าน , ทำรั้ว , ทำการเกษตร , ปลูกต้นไม้ , สร้างสิ่งปลูกสร้าง , ใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ดูแลรักษาพื้นที่เสมือนเป็นทรัพย์ของตนเอง  อย่างไรก็ตาม การมีพฤติการณ์เหล่านี้เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเกิดการครอบครองปรปักษ์ เพราะยังต้องพิจารณาว่า ผู้ครอบครองมี เจตนาเป็นเจ้าของ หรือไม่ และครอบครองโดยสงบและต่อเนื่องครบระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่

ข้อควรระวังเรื่องการใช้ทางเข้าออก
การใช้ที่ดินของผู้อื่นเป็นทางเข้าออกเป็นเวลานาน ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์เสมอไป เพราะข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้ทางอาจเกี่ยวข้องกับเรื่อง ภาระจำยอมโดยอายุความ ซึ่งมีหลักเกณฑ์แตกต่างจากการครอบครองปรปักษ์ จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและลักษณะการใช้ทางเป็นกรณี ๆ ไป

4. ต้องมีเจตนาเป็นเจ้าของ ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก หากบุคคลเข้าครอบครองที่ดินเพราะ เช่าที่ดิน , ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ , อาศัยอยู่โดยเจ้าของอนุญาต , ได้รับมอบหมายให้ดูแลที่ดิน , ครอบครองแทนเจ้าของ , หรือเข้าครอบครองโดยยอมรับสิทธิของเจ้าของ , การครอบครองดังกล่าวย่อมมีปัญหาในเรื่อง เจตนาเป็นเจ้าของ  การอยู่ในที่ดินเป็นเวลานานจึงไม่ได้ทำให้เกิดการครอบครองปรปักษ์โดยอัตโนมัติ หากจุดเริ่มต้นของการครอบครองเป็นการเข้าอยู่หรือใช้ประโยชน์โดยอาศัยสิทธิหรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 192/2535 เป็นแนวคำพิพากษาที่ใช้พิจารณากรณีผู้ครอบครองอาศัยหรือใช้ที่ดินโดยอาศัยสิทธิจากเจ้าของ ซึ่งแตกต่างจากการครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ
ดังนั้น หากเจ้าของเคยอนุญาตให้ญาติ เพื่อน หรือบุคคลอื่นเข้ามาใช้ที่ดิน หลักฐานเกี่ยวกับการอนุญาตดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างมาก

5. ต้องครอบครองติดต่อกัน 10 ปี
สำหรับอสังหาริมทรัพย์ มาตรา 1382 กำหนดระยะเวลาการครอบครองติดต่อกัน 10 ปี แต่ต้องระวังว่า ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะสามารถนับย้อนหลังไป 10 ปีได้ทั้งหมด โดยเฉพาะกรณี ที่ดินเพิ่งออกโฉนด แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีหลักว่า หากในช่วงแรกที่ผู้ครอบครองเข้าครอบครองนั้น ที่ดินยังไม่มีกรรมสิทธิ์ และต่อมาจึงมีการออกโฉนด ระยะเวลาที่ครอบครองก่อนที่ดินมีกรรมสิทธิ์ ไม่สามารถนำมารวมกับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ภายหลังได้ในลักษณะที่ทำให้ครบ 10 ปีโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างเช่น หากที่ดินเพิ่งออกโฉนดมา 6 ปี แม้ผู้ครอบครองจะอ้างว่าอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมาก่อนออกโฉนดอีกหลายปี ก็ต้องพิจารณาแยกช่วงเวลาการครอบครองก่อนและหลังการออกโฉนด

แนวฎีกา 5279/2537 ที่เกี่ยวกับประเด็นนี้ยืนยันหลักว่า ระยะเวลาการครอบครองก่อนที่พิพาทออกโฉนดไม่สามารถนำมารวมกับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ภายหลังได้ เพราะการครอบครองปรปักษ์ใช้กับที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์

2. การครอบครองปรปักษ์ไม่ได้หมายความว่า “อยู่ครบ 10 ปีแล้วเปลี่ยนชื่อได้เลย” นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย
แม้ข้อเท็จจริงจะเข้าหลักเกณฑ์การครอบครองปรปักษ์ แต่ในทางปฏิบัติ การนำสิทธิไปดำเนินการทางทะเบียนกับสำนักงานที่ดินต้องมีหลักฐานตามหลักเกณฑ์ของกรมที่ดิน

โดยหลัก ผู้ที่อ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์จะต้องมี คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอันถึงที่สุด ที่เกี่ยวข้องกับการได้กรรมสิทธิ์ แล้วนำหลักฐานดังกล่าวไปดำเนินการจดทะเบียนกับสำนักงานที่ดินตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

กล่าวโดยง่ายคือ
การครอบครอง → พิสูจน์องค์ประกอบตามกฎหมาย → ดำเนินคดีหรือมีคำพิพากษา/คำสั่งศาลที่เกี่ยวข้อง → ดำเนินการทางทะเบียน
ดังนั้น การที่มีบุคคลอื่นเข้ามาครอบครองที่ดินของคุณครบ 10 ปี ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นสามารถเดินเข้าไปเปลี่ยนชื่อในโฉนดได้ทันที

3. แล้วถ้าที่ดินไม่มีโฉนด จะใช้มาตรา 1382 หรือไม่ ?
ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดเจน
ที่ดินที่มี น.ส.3, น.ส.3 ก. หรือ น.ส.3 ข. เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ สิทธิครอบครอง แตกต่างจากโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์
ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังไม่ใช้คำว่า “ครอบครองปรปักษ์ 10 ปี” กับที่ดินทุกประเภทโดยไม่ตรวจสอบเอกสารสิทธิก่อน


ปรึกษาปัญหาการแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือ สิทธิครอบครองที่ดิน
ปัญหาที่ดินไม่ควรพิจารณาจากคำว่า “อยู่มากี่ปี” เพียงอย่างเดียว เพราะวันที่เริ่มครอบครอง สถานะของเอกสารสิทธิ ที่มาของการครอบครอง เจตนาของผู้ครอบครอง แนวเขต และการดำเนินการของเจ้าของในระหว่างนั้น ล้วนมีผลต่อสิทธิทางกฎหมาย หากพบว่ามีบุคคลอื่นเข้ามาครอบครองที่ดินของคุณ หรือคุณถูกกล่าวหาว่าครอบครองปรปักษ์ ควรนำ โฉนดหรือเอกสารสิทธิ เอกสารการได้มา หลักฐานการครอบครอง และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท มาตรวจสอบก่อนดำเนินการ

ปรึกษาคดีฟรี เบื้องต้นกับ ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
https://www.jetsaridlawyer.com


ทนายที่ดิน
ทนายความที่ดิน
ฟ้องครอบครองปรปักษ์
ฟ้องแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน

3
การยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ถ้าทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคนให้ความยินยอม (โดยไม่มีผู้คัดค้าน) ท่านสามารถขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลจัดตั้งผู้จัดการมรดกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (ยกเว้น ค่าธรรมเนียมศาล) ณ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด ในท้องที่ของท่าน

โดยมีหลักเกณฑ์ในการร้องขอให้พนักงานอัยการ จัดทำคำร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก..ให้ดังนี้
– เฉพาะกรณีที่ทายาทจัดเตรียมเอกสารครบถ้วน และทายาททุกคนให้ความยินยอมในการขอตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกครบทุกคน เท่านั้น
หมายความว่า ทายาท หรือ ผู้มีส่วนได้เสียทุกคน จะต้องมาลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมในการร้องขอจัดการมรดก ต่อหน้าพนักงานอัยการ/เจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี ในท้องที่จังหวัดของท่าน

– กรณีที่ทายาทผู้ให้ความยินยอมไม่สามารถเดินทางไปจัดทำหนังสือให้ความยินยอมของทายาทได้ ทายาทผู้ให้ความยินยอมจะต้องจัดทำหนังสือให้ความยินยอมคลิก และต้องมีข้าราชการรับรองการลงลายมือชื่อพร้อมแนบสำเนาบัตรข้าราชการของผู้รับรอง

– กรณีทายาทผู้ให้ความยินยอมอยู่ต่างประเทศและไม่สามารถเดินทางกลับมาลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในประเทศไทยได้ ทายาทผู้ให้ความยินยอม ต้องลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมโดยมีพยานรับรองลายมือชื่อ ดังนี้ สำหรับทายาทซึ่งอยู่ในเมืองที่มีสถานกงสุลประจำประเทศไทย ต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน
   แต่สำหรับในเมืองที่ไม่มีสถานกงสุลประจำประเทศไทย ต้องให้เจ้าพนักงานโนตารีปับลิกหรือแมยิสเตร็ดหรือบุคคลอื่น ซึ่งกฎหมายแห่งท้องถิ่นตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจเป็นพยานในเอกสารเช่นว่านั้น และต้องมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศที่เกี่ยวข้องแสดงว่าบุคคลที่เป็นพยานนั้นเป็นผู้มีอำนาจกระทำการได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 วรรคสาม

หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ให้เตรียมเอกสารหลักฐานดังนี้
๑. เอกสารของเจ้ามรดก (ผู้ตาย)
✓ สำเนาทะเบียนบ้าน (ประทับคำว่า “ตาย”) จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบมรณบัตร หรือ หนังสือรับรองการตาย จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบสำคัญการสมรส/ใบสำคัญการหย่า จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาหนังสือรับรองการเปลี่ยนชื่อ – สกุล (หากมี) จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัว ทะเบียนสมรส, ทะเบียนรับรองบุตร, ทะเบียนรับรองบุตรบุญธรรม ออก ณ ที่ว่าการอำเภอ จำนวน ๔ ชุด
✓ พินัยกรรมของผู้ตาย (หากมี)

๒. เอกสารของผู้จะขอเป็นผู้จัดการมรดก
✓ สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบสำคัญการสมรส (หากมี) จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อ – ชื่อสกุล (หากมี) จำนวน ๔ ชุด

๓. เอกสารของทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกทุกคน (บิดา มารดา คู่สมรส บุตร ฯลฯ ของผู้ตาย)
✓ สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบสำคัญการสมรส (หากมี) จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อ – ชื่อสกุล (หากมี) จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบมรณบัตรของบิดา และ/หรือ มารดา ของเจ้ามรดก (กรณีเสียชีวิต)
(หากไม่มี ต้องให้ที่ว่าการอำเภอออกหนังสือรับรองให้) จำนวน ๔ ชุด
✓ หนังสือให้ความยินยอมในการร้องขอจัดการมรดก (ดาว์โหลดที่นี่ ไทย/EN)
✓ บัญชีเครือญาติ (สำนักงานอัยการฯ จัดทำให้)

๔. เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินของเจ้ามรดก
✓ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ปรากฏชื่อของเจ้ามรดก เช่น โฉนดที่ดิน ทะเบียนรถ สมุดบัญชีธนาคาร ใบหุ้น ฯลฯ จำนวน ๔ ชุด

๕. ค่าธรรมเนียมศาล
✓ ค่าขึ้นศาล จำนวน ๒๐๐ บาท
✓ ค่าพาหนะและค่าป่วยการในการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดี ตามอัตราของศาล

หมายเหตุ :
➢ ทายาท ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนจะต้องมาลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมในการร้องขอจัดการมรดก ต่อหน้าพนักงานอัยการ/เจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี ในท้องที่ของท่าน
➢ สำเนาเอกสารทุกฉบับให้ผู้ร้อง /ทายาท ลงลายมือชื่อและรับรองสำเนาถูกต้องทุกแผ่น
➢ รายการเอกสารข้างต้นอาจมีการเพิ่มเติม/เปลี่ยนแปลงได้ตามข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี
➢ ผู้จัดการมรดก ไม่ใช่ ผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่เพียงผู้เดียว แต่มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์ทายาทตามที่กฎหมายกำหนด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ : สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย

หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือ ทายาทไม่ให้ความยินยอม ติดต่อทายาทไม่ได้
โปรดติดต่อ ทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์  ยินดีให้บริการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกให้แก่ท่าน  ขอตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของชาวต่างชาติ ที่มีทรัพย์สินในประเทศไทย

ปรึกษาคดีฟรี เบื้องต้นกับ ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
https://www.jetsaridlawyer.com


4
ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ ต้องรู้อะไรบ้างก่อนยื่นฟ้องในศาลไทย

 :( การสมรสระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติเป็นเรื่องที่พบได้มากขึ้น แต่เมื่อชีวิตคู่มีปัญหาและต้องการหย่า การดำเนินคดีอาจซับซ้อนกว่าการหย่าระหว่างคู่สมรสที่เป็นคนไทยด้วยกัน เพราะมีประเด็นเรื่อง “กฎหมายต่างประเทศ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 :'( หลายคนเข้าใจว่า หากจดทะเบียนสมรสถูกต้องและมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย ก็สามารถฟ้องหย่าในศาลไทยได้ทันที แต่ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ ศาลไทยอาจต้องพิจารณาด้วยว่ากฎหมายของประเทศตามสัญชาติของคู่สมรสต่างชาตินั้น อนุญาตให้หย่าได้หรือไม่

 8) ประเด็นนี้มีความสำคัญมากในการฟ้องหย่าชาวต่างชาติ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบต่อศาล ไม่ใช่เรื่องที่ศาลไทยจะรับรู้ได้เองเสมอไป หากผู้ฟ้องไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากฎหมายของประเทศคู่สมรสต่างชาติอนุญาตให้หย่า ศาลอาจไม่สามารถพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้ แม้จะมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยก็ตาม

โดยทั่วไป การฟ้องหย่ากับคู่สมรสต่างชาติควรเตรียมข้อมูลและเอกสารให้ครบถ้วน เช่น
- ทะเบียนสมรส
- บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง
- หลักฐานเกี่ยวกับที่อยู่ของคู่สมรส
- หลักฐานเหตุฟ้องหย่า เช่น การทิ้งร้าง การไม่อุปการะเลี้ยงดู การเป็นปฏิปักษ์ต่อชีวิตสมรส หรือเหตุอื่นตามกฎหมาย
ข้อมูลหรือเอกสารเกี่ยวกับกฎหมายของประเทศคู่สมรสต่างชาติ
- เอกสารเกี่ยวกับบุตร ทรัพย์สิน หรือค่าอุปการะเลี้ยงดู หากมีประเด็นต้องเรียกร้องร่วมด้วย
- นอกจากเรื่องการหย่าแล้ว คดีลักษณะนี้อาจมีประเด็นอื่นที่ต้องพิจารณาพร้อมกัน เช่น อำนาจปกครองบุตร การให้บุตรอยู่ในความดูแลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การแบ่งทรัพย์สินระหว่างสมรส และการติดต่อกับคู่สมรสที่อยู่ต่างประเทศ

 8) ดังนั้น หากต้องการฟ้องหย่าชาวต่างชาติ ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินคดี เพื่อประเมินข้อเท็จจริง เหตุฟ้องหย่า เอกสารที่ต้องใช้ และประเด็นเรื่องกฎหมายต่างประเทศให้รอบคอบตั้งแต่ต้น เพราะหากเตรียมคดีไม่ครบ อาจทำให้คดีล่าช้าหรือมีความเสี่ยงที่ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่า

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนและข้อกฎหมาย
ได้ที่บทความเรื่อง ฟ้องหย่าคู่สมรสที่เป็นคนต่างสัญชาติ โดยสำนักงานทนายความเจตน์สฤษฎิ์


ติดต่อสำนักงานทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ 


5
🏠⚖️ ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตัวเอง ผู้ซื้อต่อจะได้ที่ดินไหม ?
📌 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3346/2569
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ผู้ซื้อต่อจะสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้ว ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์"  👇
━━━━━━━━━━━━━━━
📝 สรุปสั้น ๆ
━━━━━━━━━━━━━━━
ทายาทแต่ละคนเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดตามที่ตกลงกัน แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ก็ฟ้องร้องบังคับได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง)
เมื่อผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตัวเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาท จึงเป็นการทำผิดหน้าที่และนอกขอบอำนาจ ไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ์
ผู้ซื้อต่อจึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน (ป.พ.พ. มาตรา 1336)  🚫
━━━━━━━━━━━━━━━
💡 4 ประเด็นสำคัญ
━━━━━━━━━━━━━━━
1️⃣  ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด
✅  ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลบังคับได้ ต่างจากการแบ่งโดยสัญญาตามวรรคสอง ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
2️⃣  ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองโดยมิชอบ
✅  เป็นการผิดหน้าที่และนอกขอบอำนาจ ไม่มีผลให้ผู้จัดการมรดกได้กรรมสิทธิ์
3️⃣  ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
✅  แม้ผู้ซื้อต่อจะสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้ว ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ เพราะผู้โอนเองไม่มีกรรมสิทธิ์ เจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาคืนได้ตามมาตรา 1336
4️⃣  ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องเอง
✅  แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกาในประเด็นคำขอบังคับให้โอนที่ดินแก่ตน
━━━━━━━━━━━━━━━
📑  โจทก์ฟ้องว่าอย่างไร ?
━━━━━━━━━━━━━━━
🔸  ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาท (โฉนดเลขที่ 41182) พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง
🔸  ให้กรรมสิทธิ์กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก
🔸  ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์
🔸  หากไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
━━━━━━━━━━━━━━━
🛡️  จำเลยต่อสู้อย่างไร ?
━━━━━━━━━━━━━━━
▪️  จำเลยที่ 1 (ผู้จัดการมรดก) ขาดนัดยื่นคำให้การ
▪️  จำเลยที่ 2 (ผู้ซื้อ) ขอให้ยกฟ้อง อ้างว่ารับซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว
━━━━━━━━━━━━━━━
🏛️  ผลคดีแต่ละชั้นศาล
━━━━━━━━━━━━━━━
⚖️ ศาลชั้นต้น
เพิกถอนรายการจดทะเบียนซื้อขาย ไถ่ถอน ขายฝาก ระหว่างจำเลยทั้งสอง และเพิกถอนการโอนมรดกในที่ดิน 41182 เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่น 2 ใน 3 ส่วน ให้ที่ดินกลับเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก
⚖️ ศาลอุทธรณ์ภาค 9
แก้เป็นให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาทให้ตกแก่โจทก์ทั้งแปลง ไม่ใช่เพียง 2 ใน 3 ส่วน
⚖️ ศาลฎีกา
ยืนตามศาลอุทธรณ์ และแก้เพิ่มว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
💰 ค่าใช้จ่ายในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
━━━━━━━━━━━━━━━
🔍 เหตุผลที่ศาลฎีกาตัดสิน
━━━━━━━━━━━━━━━
1️⃣ ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด 🏡
เมื่อ ว. ถึงแก่ความตาย ทายาททั้งสามตกลงแบ่งทรัพย์มรดกตามคำบอกของ ว. จำเลยที่ 1 และ ช. จดทะเบียนโอนที่ดินส่วนของตนไปแล้ว ส่วนที่ดินพิพาท โจทก์เข้าอยู่อาศัยตั้งแต่ก่อน ว. ตายและพักอาศัยต่อเนื่องตลอดมา แม้ช่วงต้องโทษจำคุกก็ถือว่าครอบครองตามข้อตกลง จึงเข้าลักษณะทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งแปลง
2️⃣ ผู้จัดการมรดกผิดหน้าที่และนอกขอบอำนาจ 🚫
จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินเป็นของโจทก์ แต่โอนให้ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอม ไม่เป็นไปเพื่อการจัดการมรดก จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์
3️⃣ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน 🔗
เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ จึงโอนขายให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ จำเลยที่ 2 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ แม้จะรับซื้อโดยสุจริต โจทก์ในฐานะเจ้าของมีสิทธิติดตามเอาคืนตามมาตรา 1336
4️⃣ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องเอง ✏️
โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีคำขอให้โอนที่ดินแก่ตน แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้พิพากษาตามคำขอส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงแก้ไขเองได้ แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกา
━━━━━━━━━━━━━━━
🎯 หลักสำคัญของฎีกานี้
━━━━━━━━━━━━━━━
📍 ทายาทที่เข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งกัน ไม่ต้องมีหนังสือก็มีสิทธิบังคับได้
📍 ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตัวเองโดยมิชอบ ไม่ได้กรรมสิทธิ์
📍 ผู้ซื้อต่อแม้สุจริตและจดทะเบียนแล้ว ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ หากผู้โอนไม่มีกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ต้น
━━━━━━━━━━━━━━━
📞 ปรึกษาคดีมรดก คดีที่ดิน กับ Jetsarid Lawyer Office
━━━━━━━━━━━━━━━
👨‍⚖️ ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์
คดีมรดก  ทนายความ ทนายขอนแก่น แย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน

6
การครอบครองปรปักษ์ ! (การแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน)

หลักเกณฑ์ตามมาตรา 1382 และวิธีป้องกัน

“อยู่ในที่ดินของคนอื่นนาน 10 ปี จะได้กรรมสิทธิ์จริงหรือไม่ ?”


หลายคนเคยได้ยินคำว่า “ครอบครองปรปักษ์” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “แย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน” และเข้าใจว่าเพียงเข้าไปอยู่หรือทำประโยชน์ในที่ดินของผู้อื่นให้ครบ 10 ปี ก็จะกลายเป็นเจ้าของที่ดินทันที ความจริงแล้วการครอบครองปรปักษ์มีเงื่อนไขทางกฎหมายหลายประการ ไม่ใช่เพียงการอยู่ในที่ดินครบ 10 ปีเท่านั้น

ลองนึกภาพว่าคุณเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดในชื่อของตนเองสักแปลง อาจเป็นที่ดินมรดกจากพ่อแม่ ที่ดินที่ซื้อเก็บไว้เป็นทรัพย์สินระยะยาว หรือที่ดินต่างจังหวัดที่ไม่ได้ไปดูแลมาหลายปี วันหนึ่งคุณกลับไปและพบว่ามีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่บนที่ดินนั้น มีรั้วล้อม มีต้นไม้ปลูกเต็มพื้นที่ และผู้อยู่อาศัยยืนยันว่าที่ดินผืนนี้เป็นของเขา เมื่อคุณตัดสินใจฟ้องขับไล่ กลับได้รับคำเตือนว่าศาลอาจยกฟ้อง เพราะอีกฝ่ายครอบครองที่ดินมาเกิน 10 ปีแล้ว และได้กรรมสิทธิ์ไปตามกฎหมาย ทั้งที่ชื่อในโฉนดยังเป็นชื่อของคุณอยู่ สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในทางปฏิบัติ กฎหมายเรียกหลักนี้ว่า “การครอบครองปรปักษ์” ซึ่งบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บทความนี้จะอธิบายว่า การครอบครองปรปักษ์คืออะไร มีหลักเกณฑ์สำคัญห้าประการอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไรจึงจะนำสิทธิไปจดทะเบียนได้ โดยอ้างอิงเอกสารของกรมที่ดินและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่รวบรวมไว้ และปิดท้ายด้วยวิธีป้องกันไม่ให้เจ้าของที่ดินสูญเสียกรรมสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

การครอบครองปรปักษ์ คืออะไร
การครอบครองปรปักษ์ คือ การที่บุคคลหนึ่งเข้าครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ และครอบครองติดต่อกันจนครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ผลก็คือ ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ส่วนเจ้าของเดิมสูญเสียกรรมสิทธิ์ไป โดยไม่ต้องมีการซื้อขาย ไม่ต้องมีการทำนิติกรรมใด ๆ และไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของเดิม

ใจความสำคัญของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คือ บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน ต้องครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี หากเป็นสังหาริมทรัพย์ต้องครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี เมื่อครบกำหนดแล้วผู้ครอบครองนั้นย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น

เหตุผลเบื้องหลังของกฎหมายข้อนี้ คือ เมื่อเจ้าของทรัพย์สินปล่อยให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์อย่างเปิดเผยเป็นเวลานานโดยไม่ทวงคืนหรือโต้แย้ง กฎหมายถือว่าสถานะที่เป็นจริงซึ่งดำรงอยู่ยาวนานสมควรได้รับความมั่นคง และเป็นบทลงโทษทางอ้อมแก่เจ้าของที่ละเลยสิทธิของตนเอง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติศาลจะพิจารณาหลักเกณฑ์แต่ละข้อค่อนข้างเข้มงวด ผู้ที่อ้างว่าตนได้กรรมสิทธิ์ต้องพิสูจน์ให้ครบทุกองค์ประกอบ

ควรเข้าใจด้วยว่า คำว่า “ปรปักษ์” ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการแย่งชิงหรือใช้กำลังแย่งที่ดินกัน ในหลายกรณีเกิดจากการที่บุคคลหนึ่งเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของผู้อื่นมาเป็นเวลานาน โดยเจ้าของเดิมไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อรักษาสิทธิของตน และผู้ครอบครองก็ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าที่ดินนั้นเป็นของผู้อื่นเสมอไป แม้เข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นที่ดินของตนเอง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นที่ดินของผู้อื่น และครอบครองครบองค์ประกอบครบ 10 ปี ก็อาจได้กรรมสิทธิ์ได้

สิ่งที่ควรทราบเป็นพื้นฐานอีกประการหนึ่ง คือ ตามแนวปฏิบัติของกรมที่ดิน การจดทะเบียนได้มาโดยการครอบครองตามมาตรา 1382 ทำได้เฉพาะที่ดินที่มีโฉนดที่ดินเท่านั้น หากเป็นที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3, น.ส.3 ก, น.ส.3 ข) และมีการแย่งการครอบครองเกิน 1 ปี จะต้องขอจดทะเบียนในประเภทได้มาโดยการครอบครองตามมาตรา 1367 ส่วนที่ดินที่มีเพียงใบไต่สวนนั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ จึงไม่อาจจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองตามมาตรา 1382 ได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1690/2505, 186/2508 และ 1331/2508)

อีกจุดที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อน คือ ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ “เมื่อครบ 10 ปี” ตามผลของกฎหมาย ไม่ใช่เมื่อศาลมีคำสั่ง การที่ต้องไปขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นเป็นเพียงขั้นตอนเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนให้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2497) ข้อ 8 เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเจ้าของที่ดินไม่ควรรอจนกว่าจะมีการยื่นเรื่องต่อศาลจึงค่อยเริ่มป้องกันสิทธิของตน เพราะเมื่อครบกำหนดแล้ว กรรมสิทธิ์ก็เปลี่ยนมือไปแล้ว

การครอบครองปรปักษ์ ตามมาตรา 1382 หลักเกณฑ์สำคัญ 5 ประการ >> อ่านต่อคลิกที่นี่


ปรึกษาคดีกับทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ สำนักงานทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์

ให้คำปรึกษากฎหมายและคดีเกี่ยวกับที่ดิน Line: @280cwfgf เว็บไซต์: jetsaridlawyer.com

7
คืนรถให้ไฟแนนซ์ ต้องเสียค่าขาดราคาหรือไม่ ?

รู้กฎหมายก่อน คืนรถให้ไฟแนนซ์
เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับไฟแนนซ์แล้ว ต่อมาประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถผ่อนค่างวดต่อไปได้ หลายคนอาจคิดว่า "ถ้าผ่อนไม่ไหว ก็คืนรถให้ไฟแนนซ์ เรื่องก็น่าจะจบ" แต่ในทางกฎหมาย การคืนรถไม่ได้หมายความว่าหนี้จะสิ้นสุดลงทั้งหมดเสมอไป และหลายคนก็ยังเข้าใจว่าคำตอบขึ้นอยู่กับ "ค้างค่างวดกี่งวด" หรือ "คืนรถทันเวลาหรือไม่" แต่เมื่อพิจารณาแนวคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนมากประกอบกันแล้ว จะเห็นว่าหัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนงวดที่ค้างเลย แต่อยู่ที่คำถามสองข้อ คือ "สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด" และ "ใครเป็นฝ่ายทำให้สัญญาสิ้นสุดลง" ข้อเท็จจริงที่ดูคล้ายกันมาก เช่น ค้างค่างวดเพียง 1 งวดแล้วคืนรถ สามารถให้ผลตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงได้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์เพียงเล็กน้อยที่แตกต่างกัน.

ค่าขาดราคา  คืออะไร ?
เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงและไฟแนนซ์ได้รถกลับคืนมา ไฟแนนซ์อาจนำรถไปขายทอดตลาดหรือประมูล หากเงินที่ได้จากการขายไม่เพียงพอกับมูลหนี้หรือความเสียหายที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดตามกฎหมายและสัญญา ก็อาจเกิด "ค่าขาดราคา" ขึ้นได้. อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจว่า ค่าขาดราคาคำนวณง่าย ๆ ด้วยสูตร "ยอดค่างวดที่เหลือทั้งหมดลบด้วยราคาขายรถ" เสมอไป โดยเฉพาะสัญญาที่อยู่ภายใต้ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ เรื่องธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ซึ่งใช้กับสัญญาที่ทำตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2566 เป็นต้นไป โดยมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคำนวณมูลหนี้ส่วนที่ขาดและการเรียกดอกเบี้ยภายหลังบอกเลิกสัญญาโดยเฉพาะ ส่วนสัญญาที่ทำก่อนวันดังกล่าวต้องพิจารณากฎหมายและข้อสัญญาที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญา ไม่สามารถนำหลักของประกาศฉบับใหม่ไปใช้ย้อนหลังโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น หากได้รับหนังสือเรียกเก็บค่าขาดราคา อย่าเพิ่งถือว่ายอดเงินที่ไฟแนนซ์แจ้งมานั้นถูกต้องโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบที่มาของยอดและวิธีคำนวณอีกชั้นหนึ่ง

ผู้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยคืนรถหรือไม่ ?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 บัญญัติว่า "ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง" หลักดังกล่าวทำให้ผู้เช่าซื้อสามารถใช้การส่งมอบรถคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อเพื่อบอกเลิกสัญญาได้เสมอ ไม่ว่าจะผิดนัดมาก่อนหรือไม่ก็ตาม

แต่ต้องแยกประเด็นสำคัญออกจากกันให้ชัด "มีสิทธิบอกเลิกสัญญา" ไม่เท่ากับ "ไม่มีความรับผิดค่าขาดราคา" การที่ผู้เช่าซื้อส่งมอบรถคืนแล้วทำให้สัญญาเลิกกันตามมาตรา 573 ไม่ได้หมายความว่าความรับผิดที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญาก่อนหน้านั้นจะหายไปเสมอไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 401/2568 (กลับหลักคำพิพากษาฎีกาที่ 1078/2566) วางหลักไว้ชัดเจนว่า สิทธิในการบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 573 กับความรับผิดในค่าเสียหายที่เกิดจากการผิดสัญญาก่อนหน้า เป็นคนละประเด็นกัน ผู้เช่าซื้อที่ผิดนัดแล้วยังสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 573 บอกเลิกสัญญาด้วยการคืนรถได้ แต่การใช้สิทธินี้ไม่ตัดสิทธิของผู้ให้เช่าซื้อในการเรียกค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาหรือตามมาตรา 391 วรรคสี่ เพียงแต่ค่าขาดราคาที่กำหนดไว้ในสัญญามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379 ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้หากสูงเกินส่วนตามมาตรา 383

จึงต้องตรวจสอบทุกครั้งว่า ขณะคืนรถผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือไม่ และการคืนรถมีลักษณะเป็นการเลิกสัญญาโดยฝ่ายใด

คืนรถให้ไฟแนนซ์ อย่างไรถึงจะเป็นปรโยชน์ต่อผู้เช่าซื้อ >>> อ่านต่อที่เว็บ สำนักงานทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์



8
การยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ถ้าทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคนให้ความยินยอม (โดยไม่มีผู้คัดค้าน) ท่านสามารถขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลจัดตั้งผู้จัดการมรดกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (ยกเว้น ค่าธรรมเนียมศาล) ณ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด ในท้องที่ของท่าน

โดยมีหลักเกณฑ์ในการร้องขอให้พนักงานอัยการ จัดทำคำร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก..ให้ดังนี้
– เฉพาะกรณีที่ทายาทจัดเตรียมเอกสารครบถ้วน และทายาททุกคนให้ความยินยอมในการขอตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกครบทุกคน เท่านั้น
หมายความว่า ทายาท หรือ ผู้มีส่วนได้เสียทุกคน จะต้องมาลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมในการร้องขอจัดการมรดก ต่อหน้าพนักงานอัยการ/เจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี ในท้องที่จังหวัดของท่าน

– กรณีที่ทายาทผู้ให้ความยินยอมไม่สามารถเดินทางไปจัดทำหนังสือให้ความยินยอมของทายาทได้ ทายาทผู้ให้ความยินยอมจะต้องจัดทำหนังสือให้ความยินยอมคลิก และต้องมีข้าราชการรับรองการลงลายมือชื่อพร้อมแนบสำเนาบัตรข้าราชการของผู้รับรอง

– กรณีทายาทผู้ให้ความยินยอมอยู่ต่างประเทศและไม่สามารถเดินทางกลับมาลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในประเทศไทยได้ ทายาทผู้ให้ความยินยอม ต้องลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมโดยมีพยานรับรองลายมือชื่อ ดังนี้ สำหรับทายาทซึ่งอยู่ในเมืองที่มีสถานกงสุลประจำประเทศไทย ต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน
   แต่สำหรับในเมืองที่ไม่มีสถานกงสุลประจำประเทศไทย ต้องให้เจ้าพนักงานโนตารีปับลิกหรือแมยิสเตร็ดหรือบุคคลอื่น ซึ่งกฎหมายแห่งท้องถิ่นตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจเป็นพยานในเอกสารเช่นว่านั้น และต้องมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศที่เกี่ยวข้องแสดงว่าบุคคลที่เป็นพยานนั้นเป็นผู้มีอำนาจกระทำการได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 วรรคสาม

หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ให้เตรียมเอกสารหลักฐานดังนี้
๑. เอกสารของเจ้ามรดก (ผู้ตาย)
✓ สำเนาทะเบียนบ้าน (ประทับคำว่า “ตาย”) จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบมรณบัตร หรือ หนังสือรับรองการตาย จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบสำคัญการสมรส/ใบสำคัญการหย่า จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาหนังสือรับรองการเปลี่ยนชื่อ – สกุล (หากมี) จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัว ทะเบียนสมรส, ทะเบียนรับรองบุตร, ทะเบียนรับรองบุตรบุญธรรม ออก ณ ที่ว่าการอำเภอ จำนวน ๔ ชุด
✓ พินัยกรรมของผู้ตาย (หากมี)

๒. เอกสารของผู้จะขอเป็นผู้จัดการมรดก
✓ สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบสำคัญการสมรส (หากมี) จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อ – ชื่อสกุล (หากมี) จำนวน ๔ ชุด

๓. เอกสารของทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกทุกคน (บิดา มารดา คู่สมรส บุตร ฯลฯ ของผู้ตาย)
✓ สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบสำคัญการสมรส (หากมี) จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อ – ชื่อสกุล (หากมี) จำนวน ๔ ชุด
✓ สำเนาใบมรณบัตรของบิดา และ/หรือ มารดา ของเจ้ามรดก (กรณีเสียชีวิต)
(หากไม่มี ต้องให้ที่ว่าการอำเภอออกหนังสือรับรองให้) จำนวน ๔ ชุด
✓ หนังสือให้ความยินยอมในการร้องขอจัดการมรดก (ดาว์โหลดที่นี่ ไทย/EN)
✓ บัญชีเครือญาติ (สำนักงานอัยการฯ จัดทำให้)

๔. เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินของเจ้ามรดก
✓ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ปรากฏชื่อของเจ้ามรดก เช่น โฉนดที่ดิน ทะเบียนรถ สมุดบัญชีธนาคาร ใบหุ้น ฯลฯ จำนวน ๔ ชุด

๕. ค่าธรรมเนียมศาล
✓ ค่าขึ้นศาล จำนวน ๒๐๐ บาท
✓ ค่าพาหนะและค่าป่วยการในการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดี ตามอัตราของศาล

หมายเหตุ :
➢ ทายาท ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนจะต้องมาลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมในการร้องขอจัดการมรดก ต่อหน้าพนักงานอัยการ/เจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี ในท้องที่ของท่าน
➢ สำเนาเอกสารทุกฉบับให้ผู้ร้อง /ทายาท ลงลายมือชื่อและรับรองสำเนาถูกต้องทุกแผ่น
➢ รายการเอกสารข้างต้นอาจมีการเพิ่มเติม/เปลี่ยนแปลงได้ตามข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี
➢ ผู้จัดการมรดก ไม่ใช่ ผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่เพียงผู้เดียว แต่มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์ทายาทตามที่กฎหมายกำหนด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ : สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย

หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือ ทายาทไม่ให้ความยินยอม ติดต่อทายาทไม่ได้
โปรดติดต่อ ทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์  ยินดีให้บริการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกให้แก่ท่าน

9
KruHive.com
รับสมัคร ติวเตอร์ฟรีแลนซ์ ติวเตอร์ สอนพิเศษ เรียนพิเศษ ทั่วประเทศไทย

สมัครฝากโปรไฟล์ติวเตอร์ ไว้กับ KruHive.com วันนี้
- แสดงโปรไฟล์ติวเตอร์ในเว็บฟรี 60 วัน
- เราจะหานักเรียนทั่วประเทศมาให้ติวเตอร์เอง
- รับงาน สอนออนไลน์ สร้างรายได้อย่างมืออาชีพ ไม่มีค่าแนะนำ ไม่หัก %
- ติวเตอร์กับนักเรียนติดต่อพูดคุยกันเองโดยตรงผ่านระบบ Chat หรือ เบอร์โทร , Line
- มีกระดานไวท์บอร์ด มีระบบกล้อง สอนออนไลน์ 1:1 ฟรี 100 ชั่วโมง
- มีระบบปฏิทินบันทึกเตือนความจำ
- สนใจสมัครทดลองใช้งานฟรีได้ที่นี่ https://kruhive.com

ค้นหาติวเตอร์ ประกาศหาติวเตอร์



10
สำนักงานทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ ทนายความ รับว่าความทั่วประเทศ

บริการให้คำปรึกษากฎหมาย รับว่าความ คดีแพ่ง ฟ้องเรียกบุตรคืน ฟ้องหย่าคู่สมรสที่เป็นคนต่างสัญชาติ อายุความหนี้ ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ ฟ้องชู้ ฟ้องบังคับจำนอง อายุความฟ้องหย่า เหตุฟ้องหย่า อายุความ มรดกมีอะไรบ้าง มรดก จัดการมรดกชาวต่างชาติ ฟ้องหย่า ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก คดีอาญา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา  หมิ่นประมาท-Facebook คดีปกครอง คดีครอบครัว คดีมรดก คดีที่ดิน คดีทรัพย์สินทางปัญญา คดีแรงงาน และคดีตามกฎหมายอื่น ๆ พร้อมรับ จดทะเบียนบริษัท รับทำสัญญา รับทำพินัยกรรม โดยทีมทนายความมืออาชีพ ซึ่งผ่านการอบรมและได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความในพระบรมราชูปภัมภ์ พร้อมบริการให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ แก้ไขอย่างถูกต้องโดยเร็วและรับทำคดีทั่วราชอาณาจักรด้วยความใส่ใจ

การดำเนินคดีแพ่ง คือ
คดีที่มีการโต้แย้งสิทธิ์หรือมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ทางศาลคดีที่มีการโต้แย้งสิทธิ์ เช่น การฟ้องให้ผู้กู้ชำระเงินตามสัญญากู้หรือการฟ้องให้ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ของการฟ้องก็เพื่อให้จำเลยชำระเงิน หรือ ส่งมอบทรัพย์สิน มิใช่มุ่งที่จะให้จำเลยต้องถูกลงโทษจำคุกดังเช่นคดีอาญา. คดีแพ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้บุคคลใช้สิทธิ์ทางศาล เพื่อรับรองและคุ้มครองสิทธิของตน เช่น การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์หากไม่มีผู้คัดค้าน คำร้องนั้นเข้ามาถือว่าเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท

การดำเนินคดีอาญา คือ
กฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นความผิดและมีบทลงโทษทางอาญาเกี่ยวกับความผิดและซึ่งกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นๆ เช่น พระราชบัญญัติต่างๆซึ่งอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นซึ่งมีโทษทางอาญาหรือที่พูดกันว่าฟ้องให้ติดคุก หรือ รับโทษผู้อื่นในทางอาญาคดียาเป็นคดีที่เมื่อเกิดขึ้นจะกระทบกระเทือนถึงความสงบสุขของสาธารณชนในบ้านเมือง เช่น มีการฆ่าคนตายเกิดขึ้น มีการใส่ร้ายป้ายสีหมิ่นประมาทขึ้น มีการชิงทรัพย์ปล้นทรัพย์กันเกิดขึ้น ตัวอย่างคดีที่พบบ่อย ได้แก่คดีทำร้ายร่างกาย คดีลักทรัพย์ คดีชิงทรัพย์ คดีปล้นทรัพย์ คดีฆ่าคนตาย คดีประมาททำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต คดีรับของโจร เป็นต้น

!!! หากมีปัญหาเกี่ยวกับคดีความ ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ยินดีช่วยเหลือให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษากฎหมายแก่ผู้เดือดร้อนด้วยความเป็นธรรม ตามหลักนิติธรรมและจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ

ปรึกษาคดีฟรี เบื้องต้นกับ ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
https://www.jetsaridlawyer.com

11
ถูกฟ้องคดี หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อเงินสด หนี้เงินกู้

ควรรีบปรึกษาทนายเจตน์ ส่งคำฟ้องมาให้ช่วยดูโดยด่วน
1. เพื่อจะดูข้อต่อสู้เรื่องอายุความ หรือ
2. เพื่อจะดูข้อต่อสู้เรื่องไม่มีอำนาจฟ้อง หรือ
3. เพื่อขอเจรจาผ่อนชำระ หากไม่มีทางสู้ตามข้อ 1 และ 2


การไปศาลโดยไม่มีทนาย หรือ ไม่ปรึกษาทนาย เท่ากับเสียเปรียบเจ้าหนี้ไปครึ่งทางแล้ว



คดีแพ่ง ถึงแม้ว่าหนี้จะขาดอายุความแล้ว เจ้าหนี้ก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/9 ที่บัญญัติว่า “สิทธิเรียกร้องใดๆ ถ้ามิได้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ” และ ป.พ.พ. มาตรา 193/10 “สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้”

การที่สิทธิเรียกร้อง หรือ หนี้ขาดอายุความ เป็นเพียงเหตุให้ลูกหนี้ปฎิเสธการชำระหนี้ได้เท่านั้น ไม่เป็นเหตุให้ทำให้หนี้นั้นระงับแต่อย่างใด เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิที่จะฟ้องร้องได้เสมอ โดยศาลไม่มีอำนาจที่จะพิพากษายกฟ้องได้

เมื่อถูกธนาคารหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ฟ้อง ลูกหนี้ต้องยกเหตุที่ขาดอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ เพื่อปฎิเสธการชำระหนี้ตามฟ้อง ถ้าลูกหนี้ไม่ยกเหตุขาดอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดก็ตาม ศาลก็ไม่อาจยกเอาเหตุหนี้ขาดอายุความยกเป็นเหตุให้ยกฟ้องได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/29 ที่บัญญัติว่า “เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้”

ดังนั้น หนี้ที่ขาดอายุความ ไม่เป็นเหตุให้หนี้ระงับแต่อย่างใด แต่ถ้ายังเป็นหนี้กันอยู่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี แม้จะขาดอายุความหากยังไม่ชำระหนี้ให้แล้วเสร็จ ก็ยังคงเป็นหนี้กันตลอดไป

– หนี้บัตรเครดิต มีอายุความ 2 ปี
– หนี้เบิกเงินเกินบัญชี เป็นสินเชื่อประเภท (OD) กับ บัญชีเดินสะพัด มีอายุความ 10 ปี
– หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล มีอายุความ 5 ปี
– หนี้บัตรกดเงินสด / สินเชื่อเงินสด มีอายุความ 10 ปี (ไม่มีลักษณะเป็นการออกเงินทดรอง) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9043/2554 และ ฎีกา 2922/2561
– หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ มีอายุความ 2 ปี
      – ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ อายุความ 2 ปี
      – ค่าเสียหายจากการที่ผู้เช่าซื้อใช้ทรัพย์สิน อายุความ 6 เดือน
      – ค่าขาดราคา ค่าขาดประโยชน์ ค่าติดตาม เรียกให้ส่งคืนหรือใช้ราคาแทน อายุความ 10 ปี
      – การฟ้องติดตามเอารถนต์คืน ไม่มีอายุความ

– หนี้ตามสัญญากู้ยืม ที่มีการผ่อนต้นคืนพร้อมดอกบี้ยเป็นงวด ๆ มีอายุความ 5 ปี
      1. ลูกหนี้ไม่มาชำระหนี้เลยนับแต่วันครบกำหนดชำระในงวดแรก การนับระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือน ปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลารวมเข้าด้วยกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง ดังนั้น อายุความในการฟ้องคดีจะเริ่มนับถัดจากวันที่ผิดนัดชำระหนี้งวดแรก และจะสิ้นสุดเมื่อครบกำหนด 5 ปี
      2. ลูกหนี้ที่มาชำระหนี้บางส่วน ไม่ว่าจะเป็นเงินต้น ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยผิดนัด หรือ เบี้ยปรับ (ถ้ามี) อายุความในการฟ้องคดี ย่อมสะดุดหยุดลง และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใดให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น คำว่า “ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น” หมายถึงให้เริ่มนับอายุความใหม่ในวันถัดจากวันที่ได้มีการกระทำอันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 และมาตรา 193/15 โดยเริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความของมูลหนี้เดิม คือ 5 ปี นับแต่วันที่มาชำระหนี้บางส่วนและจะสิ้นสุดเมื่อครบกำหนด 5 ปี

– หนี้เงินกู้ (หนี้ตามสัญญากู้ยืมทั่วไปที่กำหนดชำระเงินต้นคืนทั้งหมดในครั้งเดียว) มีอายุความ 10 ปี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระ มีอายุความ 5 ปี นับแต่วันที่อาจฟ้องเรียกเอาดอกเบี้ยได้ ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และมาตรา 193/33 (1) หากกรณีที่ลูกหนี้มาชำระหนี้บางส่วน ไม่ว่าจะเป็นเงินต้น ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยผิดนัด หรือเบี้ยปรับ (ถ้ามี) อายุความในการฟ้องคดีย่อมสะดุดหยุดลง และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใดให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น คือ ในวันที่ลูกหนี้มาชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 และ มาตรา 193/15 โดยเริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความของมูลหนี้เดิม คือ 10 ปี นับแต่วันที่มาชำระหนี้บางส่วนและจะสิ้นสุด เมื่อครบกำหนด 10 ปี

– การที่ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14

หนังสือรับสภาพหนี้ คือ หนังสือที่ลูกหนี้ทำให้แก่เจ้าหนี้ รับรองว่าต้นเป็นหนี้อยู่จริง ก่อนที่สิทธิเรียกร้องนั้นจะขาดอายุความ “การทำหนังสือรับสภาพหนี้” มีเหตุผลที่ทำขึ้น คือ เพื่อสงวนสิทธิ์ของฝ่ายเจ้าหนี้มิให้สิทธิเรียกร้องหนี้สินของตนต่อลูกหนี้นั้นต้องขาดอายุความ อีกเหตุผลที่ทำขึ้น คือ เพื่อสงวนสิทธิของฝ่ายเจ้าหนี้มิให้สิทธิเรียกร้องหนี้สินของตนต่อลูกหนี้นั้นต้องขาดอายุความ อีกเหตุผลหนึ่ง คือ ใช้เป็นหลักฐานที่ทำขึ้นในภายหลังเพื่อป้องกันปัญหาเพราะในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ทำหนังสือ หรือ สัญญาใดๆ ไว้เป็นหลักฐานเลย สัญญารับสภาพหนี้อาจทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้กับลูกหนี้ เคยเป็นหนี้กันมาก่อน แต่ไม่มีหลักฐานในการเป็นหนี้กัน ก็มาตกลงทำหนังสือรับสภาพหนี้กันว่า เคยเป็นหนี้กันจำนวนเท่าใด จะชดใช้กันอย่างไร คิดดอกเบี้ยกันหรือไม่ ซึ่งการทำสัญญารับสภาพหนี้นี้จะทำให้หนี้ที่ไม่เคยมีหลักฐานแต่เดิมกลายเป็นหนี้ที่มีหลักฐานฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ซึ่งเป็นประโยชน์กับเจ้าหนี้ อย่างไรก็ดี การรับสภาพหนี้จะต้องเกิดขึ้นภายในอายุความตามหนี้เดิมและเป็นผลให้อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่วันที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้ และเริ่มนับอายุความใหม่ตามมูลหนี้เดิม

ในการเริ่มนับอายุความนั้น ให้นับจากวันที่ผิดนัดชำระครั้งสุดท้าย จนถึงวันที่ศาลประทับรับฟ้องคดี ฉนั้น แม้ว่าหนี้ขาดอายุความแล้ว เจ้าหนี้ยังฟ้องลูกหนี้ให้ชำระได้ตลอดเวลา

หนี้บัตรเครดิต
หนี้สินเชื่อเงินสด ให้การต่อสู้คดี
ติดต่อสำนักงานทนายความเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์



12

คดีแพ่ง ถึงแม้ว่าหนี้จะขาดอายุความแล้ว เจ้าหนี้ก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/9 ที่บัญญัติว่า “สิทธิเรียกร้องใดๆ ถ้ามิได้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ” และ ป.พ.พ. มาตรา 193/10 “สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้”

การที่สิทธิเรียกร้อง หรือ หนี้ขาดอายุความ เป็นเพียงเหตุให้ลูกหนี้ปฎิเสธการชำระหนี้ได้เท่านั้น ไม่เป็นเหตุให้ทำให้หนี้นั้นระงับแต่อย่างใด เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิที่จะฟ้องร้องได้เสมอ โดยศาลไม่มีอำนาจที่จะพิพากษายกฟ้องได้

เมื่อถูกธนาคารหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ฟ้อง ลูกหนี้ต้องยกเหตุที่ขาดอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ เพื่อปฎิเสธการชำระหนี้ตามฟ้อง ถ้าลูกหนี้ไม่ยกเหตุขาดอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดก็ตาม ศาลก็ไม่อาจยกเอาเหตุหนี้ขาดอายุความยกเป็นเหตุให้ยกฟ้องได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/29 ที่บัญญัติว่า “เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้”

ดังนั้น หนี้ที่ขาดอายุความ ไม่เป็นเหตุให้หนี้ระงับแต่อย่างใด แต่ถ้ายังเป็นหนี้กันอยู่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี แม้จะขาดอายุความหากยังไม่ชำระหนี้ให้แล้วเสร็จ ก็ยังคงเป็นหนี้กันตลอดไป

– หนี้บัตรเครดิต มีอายุความ 2 ปี
– หนี้เบิกเงินเกินบัญชี เป็นสินเชื่อประเภท (OD) กับ บัญชีเดินสะพัด มีอายุความ 10 ปี
– หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล มีอายุความ 5 ปี
– หนี้บัตรกดเงินสด / สินเชื่อเงินสด มีอายุความ 10 ปี (ไม่มีลักษณะเป็นการออกเงินทดรอง) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9043/2554 และ ฎีกา 2922/2561
– หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ มีอายุความ 2 ปี
      – ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ อายุความ 2 ปี
      – ค่าเสียหายจากการที่ผู้เช่าซื้อใช้ทรัพย์สิน อายุความ 6 เดือน
      – ค่าขาดราคา ค่าขาดประโยชน์ ค่าติดตาม เรียกให้ส่งคืนหรือใช้ราคาแทน อายุความ 10 ปี
      – การฟ้องติดตามเอารถนต์คืน ไม่มีอายุความ

– หนี้ตามสัญญากู้ยืม ที่มีการผ่อนต้นคืนพร้อมดอกบี้ยเป็นงวด ๆ มีอายุความ 5 ปี
      1. ลูกหนี้ไม่มาชำระหนี้เลยนับแต่วันครบกำหนดชำระในงวดแรก การนับระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือน ปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลารวมเข้าด้วยกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง ดังนั้น อายุความในการฟ้องคดีจะเริ่มนับถัดจากวันที่ผิดนัดชำระหนี้งวดแรก และจะสิ้นสุดเมื่อครบกำหนด 5 ปี
      2. ลูกหนี้ที่มาชำระหนี้บางส่วน ไม่ว่าจะเป็นเงินต้น ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยผิดนัด หรือ เบี้ยปรับ (ถ้ามี) อายุความในการฟ้องคดี ย่อมสะดุดหยุดลง และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใดให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น คำว่า “ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น” หมายถึงให้เริ่มนับอายุความใหม่ในวันถัดจากวันที่ได้มีการกระทำอันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 และมาตรา 193/15 โดยเริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความของมูลหนี้เดิม คือ 5 ปี นับแต่วันที่มาชำระหนี้บางส่วนและจะสิ้นสุดเมื่อครบกำหนด 5 ปี

– หนี้เงินกู้ (หนี้ตามสัญญากู้ยืมทั่วไปที่กำหนดชำระเงินต้นคืนทั้งหมดในครั้งเดียว) มีอายุความ 10 ปี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระ มีอายุความ 5 ปี นับแต่วันที่อาจฟ้องเรียกเอาดอกเบี้ยได้ ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และมาตรา 193/33 (1) หากกรณีที่ลูกหนี้มาชำระหนี้บางส่วน ไม่ว่าจะเป็นเงินต้น ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยผิดนัด หรือเบี้ยปรับ (ถ้ามี) อายุความในการฟ้องคดีย่อมสะดุดหยุดลง และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใดให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น คือ ในวันที่ลูกหนี้มาชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 และ มาตรา 193/15 โดยเริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความของมูลหนี้เดิม คือ 10 ปี นับแต่วันที่มาชำระหนี้บางส่วนและจะสิ้นสุด เมื่อครบกำหนด 10 ปี

– การที่ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14

หนังสือรับสภาพหนี้ คือ หนังสือที่ลูกหนี้ทำให้แก่เจ้าหนี้ รับรองว่าต้นเป็นหนี้อยู่จริง ก่อนที่สิทธิเรียกร้องนั้นจะขาดอายุความ “การทำหนังสือรับสภาพหนี้” มีเหตุผลที่ทำขึ้น คือ เพื่อสงวนสิทธิ์ของฝ่ายเจ้าหนี้มิให้สิทธิเรียกร้องหนี้สินของตนต่อลูกหนี้นั้นต้องขาดอายุความ อีกเหตุผลที่ทำขึ้น คือ เพื่อสงวนสิทธิของฝ่ายเจ้าหนี้มิให้สิทธิเรียกร้องหนี้สินของตนต่อลูกหนี้นั้นต้องขาดอายุความ อีกเหตุผลหนึ่ง คือ ใช้เป็นหลักฐานที่ทำขึ้นในภายหลังเพื่อป้องกันปัญหาเพราะในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ทำหนังสือ หรือ สัญญาใดๆ ไว้เป็นหลักฐานเลย สัญญารับสภาพหนี้อาจทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้กับลูกหนี้ เคยเป็นหนี้กันมาก่อน แต่ไม่มีหลักฐานในการเป็นหนี้กัน ก็มาตกลงทำหนังสือรับสภาพหนี้กันว่า เคยเป็นหนี้กันจำนวนเท่าใด จะชดใช้กันอย่างไร คิดดอกเบี้ยกันหรือไม่ ซึ่งการทำสัญญารับสภาพหนี้นี้จะทำให้หนี้ที่ไม่เคยมีหลักฐานแต่เดิมกลายเป็นหนี้ที่มีหลักฐานฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ซึ่งเป็นประโยชน์กับเจ้าหนี้ อย่างไรก็ดี การรับสภาพหนี้จะต้องเกิดขึ้นภายในอายุความตามหนี้เดิมและเป็นผลให้อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่วันที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้ และเริ่มนับอายุความใหม่ตามมูลหนี้เดิม

ในการเริ่มนับอายุความนั้น ให้นับจากวันที่ผิดนัดชำระครั้งสุดท้าย จนถึงวันที่ศาลประทับรับฟ้องคดี ฉนั้น แม้ว่าหนี้ขาดอายุความแล้ว เจ้าหนี้ยังฟ้องลูกหนี้ให้ชำระได้ตลอดเวลา

กู้ยืมเงินแล้วไม่คืน
ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน ให้การต่อสู้คดี
ติดต่อสำนักงานทนายความเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์



13
 
ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน กู้ยืมเงินแล้วไม่คืน เป็นการผิดสัญญาในทางแพ่ง ผู้ให้กู้ยืมสามารถฟ้องเป็นคดีต่อศาลเพื่อเรียกเงินคืนจากลูกหนี้เงินกู้ได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
          ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว”

หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน (เกิน 2,000 บาทขึ้นไป) ที่จะสามารถฟ้องศาลได้ แบ่งออกเป็น 2 กรณีดังนี้

– กรณีมีสัญญาการยืมเงิน : ผู้ให้กู้ต้องมีหนังสือสัญญากู้ยืมที่ระบุสัญญาได้ทำขึ้นที่ไหน, วัน/เดือน/ปี ในการทำสัญญา, รายละเอียดของผู้ให้กู้และผู้กู้ เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ รวมทั้งจำนวนเงินที่ยืม กำหนดชำระคืน ดอกเบี้ยต่อเดือน/ต่อปี (ถ้ามี) และลงลายมือชื่อของผู้กู้ หรือ การทำหนังสือหนังสือรับสภาพหนี้ ไม่ว่าจะทำก่อน ขณะหรือหลังจากการกู้ยืมเงินกัน ก็สามารถใช้ดำเนินการฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย เช่นกัน

– กรณีไม่มีสัญญาการยืมเงิน :  ผู้ให้กู้สามารถใช้หลักฐานการ  Chat  ที่มีหลักฐานเป็นข้อความการสนทนาขอกู้ยืมเงิน  ผ่านผู้ให้บริการสนทนาที่น่าเชื่อถือ เช่น Facebook , LINE  หรือ สื่อโซเชียลอื่น และต้องมีข้อความที่ระบุว่า ใครเป็นผู้ขอยืม, จำนวนเงินที่ยืม, จะใช้คืนเมื่อไหร่, และหลักฐาน Slip การโอนเงิน ระบุวัน-เวลา ที่เราได้โอนเงินให้ผู้กู้ยืมครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว และนอกจากนี้ต้องมี ชื่อบัญชีผู้ใช้, ชื่อจริง, บัญชีธนาคารของผู้กู้ยืม, ต้องเก็บหลักฐานไว้ทันทีที่มีการกู้ยืมเงิน รักษาข้อมูลให้อยู่ในสภาพเดิม ไม่มีการตัดต่อแก้ไขวันที่ หรือเวลารับ-ส่งข้อความกัน เจ้าหนี้สามารถใช้การสนทนาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน หรือ ฟ้องคดีได้ โดยให้ถือว่าข้อความดังกล่าวเป็นหนังสือและหลักฐานการกู้ยืมเงิน

กู้ยืมเงินแล้วไม่คืน มีอายุความกี่ปี ?
– การฟ้องศาลเพื่อเรียกเงินคืนตามสัญญากู้ยืมจะมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระเงินกู้ยืมคืน
– แต่หากในสัญญากู้ยืมมีการตกลงกำหนดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแบบเป็นงวด ๆ กรณีนี้จะมีอายุความเพียง 5 ปี

ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน ให้การต่อสู้คดี
ติดต่อสำนักงานทนายความเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์



14
 การให้กู้ยืมเงิน ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือ สัญญากู้ยืมเงิน ที่ลงลายมือชื่อผู้กู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องกันไม่ได้

แต่ถ้ามีการสนทนาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น Chat สนทนายืมเงินทาง Facebook หรือ LINE ที่มีข้อความครบถ้วนว่า ใครเป็นผู้ขอยืม, จำนวนเงินที่ยืม, จะใช้คืนเมื่อไหร่, และหลักฐานที่แนบ Slip การโอนเงิน ระบุวัน-เวลา ที่เราได้โอนเงินให้ผู้กู้ยืมครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นหลักฐานการกู้ยืมได้ โดยกฎหมายให้ถือเอาชื่อ Facebook เป็นการลงลายมือชื่อของผู้ยืมด้วย โดยนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาใช้บังคับประกอบ

มาตรา 4  ในพระราชบัญญัตินี้
“ธุรกรรม” หมายความว่า การกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวกับกิจกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ หรือในการดำเนินงานของรัฐตามที่กำหนดในหมวด 4
“ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ธุรกรรมที่กระทำขึ้นโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
“ข้อความ” หมายความว่า เรื่องราว หรือข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบของตัวอักษร ตัวเลข เสียง ภาพ หรือรูปแบบอื่นใดที่สื่อความหมายได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใด ๆ
“ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรพิมพ์ หรือโทรสาร
“ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า อักษร อักขระ ตัวเลข เสียงหรือสัญลักษณ์อื่นใดที่สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งนำมาใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น และเพื่อแสดงว่าบุคคลดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น
“ระบบข้อมูล” หมายความว่า กระบวนการประมวลผลด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับสร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

มาตรา 8 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกําหนดให้การใดต้องทํา เป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทําข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนํากลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทําเป็นหนังสือมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว

ผู้ให้กู้ยืมต้องเตรียมหลักฐาน 3 ประการ ดังนี้
1. หลักฐานข้อความสนทนาในการขอกู้ยืมเงินผ่าน Chat
2. หลักฐานบัญชีผู้ใช้ในสื่อสังคมออนไลน์ของผู้กู้ยืมเงิน
3. หลักฐานการโอนเงินผ่านธนาคาร หรือแอปพลิเคชันของธนาคาร (หากชื่อบัญชีผู้ใช้ในสื่อสังคมออนไลน์กับชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารไม่ตรงกัน ควรให้ผู้ขอกู้ยืมเงินยืนยันหรือหาหลักฐานเชื่อมโยง เพื่ออธิบายว่าบัญชีธนาคารเป็นของใครและเกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้ขอกู้ยืมเงิน)

มีอายุความกี่ปี ?
– การฟ้องศาลเพื่อเรียกเงินคืน จะมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระเงินกู้ยืมคืน

ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน ให้การต่อสู้คดี
ติดต่อสำนักงานทนายความเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์



หน้า: [1]